ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยลดความยุ่งยากและภาระในการเดินทางไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเหมือนแต่ก่อนแต่จะทำผ่านหน้าจอบนมือถือหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเราแบบง่ายๆโดยทำไม่กี่ขั้นตอนไม่กี่นาทีก็ยื่นภาษีเสร็จทันที ... อ่านเพิ่มเติม...



การมีรถยนต์ไว้ใช้หากซื้อด้วยเงินสดก็ไม่ต้องผ่อนซื้อแล้วใช้ได้เลยแต่คนส่วนใหญ่มีเงินสดไมมากพอที่จะซื้อดังนั้นจึงหาวิธีการซื้อรถด้วยเงินผ่อนจากแหล่งเงินกู้สินเชื่อ ซึ่งจะคิดอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันและด้วยเหตุผลนี้เองเราควรรู้หลักคำนวณเบี้ยรถและเงินทุนที่ต้องการซื้อรถผ่อนรถก่อนล่วงหน้า

 การจัดไฟแนนซ์รถยนต์คืออะไร

การจัดไฟแนนซ์รถยนต์ก็คือ “การเช่าซื้อ” เป็นหนึ่งในวิธีการกู้เงินสดหรือการขอสินเชื่อเพื่อนำเงินที่ได้มาผ่อนชำระค่ารถยนต์ในแต่ละงวดซึ่งในปัจจุบันมีบริษัททำธุรกิจประเภทนี้มากมาย เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สถาบันการเงินเอกชน แม้กระทั้งบริษัทผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายดัง ที่หันมาทำธุรกิจสินเชื่อ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าพิจารณาซื้อรถยนต์ของตนเองมากขึ้น แต่ทั้งนี้จะมีหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการขออนุมัติสินเชื่อแตกต่างกันไป

สินเชื่อสำหรับเช่าซื้อรถยนต์แบ่งออกเป็น3ประเภทหลักๆคือ

1.การเช่าซื้อรถยนต์ใหม่จากตัวแทนจำหน่ายโดยตรงหรือไฟแนนซ์ของธนาคาร เช่น กสิกรลิสซิ่ง กรุงศรีลิสซิ่ง

2.การเช่าซื้อรถยนต์ที่ใช้แล้วหรือที่เรียกว่ารถยนต์มือสองโดยตรง เช่น เต็นท์รถ หรือ ห้างขายรถยนต์มือสองของตัวแทนจำหน่ายรถยนต์

3.การเช่าซื้อรถยนต์ที่ใช้แล้วจากบุคคลอื่นๆ เช่น ซื้อจากเครือญาติ,เพื่อน,คนรู้จักกัน,หรือ ซื้อรถยนต์มือสองจากในอินเตอร์เน็ตที่ลงประกาศขายรถยนต์มือสองซึ่งปัจจุบันนิยมกันมากที่สุด ผู้ซื้ออาจต้องติดต่อกับสถาบันการเงินหรือสถาบันที่รับจัดไฟแนนซ์ด้วยตนเองหรืออาจขอให้เต็นท์รถจัดการเรื่องไฟแนนซ์ให้ ซึ่งอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อความสะดวกนั่นเอง

การใช้บริการไฟแนนซ์รถยนต์เหมาะสมกับใคร

เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าในราคาสูงแต่มีงบประมาณจำกัดหรืออาจมีเงินก้อนไม่พอแต่ต้องการนำสินค้านั้นไปใช้งานได้ทันที ก็ถือได้ว่า การขอสินเชื่อเป็นทางออกที่ดีที่สุดซึ่งจะแบ่งสินเชื่อซื้อรถยนต์เป็น2แบบก็คือ 1.บริการสินเชื่อประเภทเช่าซื้อ (Hire Purchase) และ2. ลีสซิ่ง (Leasing) ที่ผู้เช่าซื้อสามารถทยอยจ่ายค่างวดได้ตามกำลังทรัพย์ และนำสินค้านั้นมาใช้งานได้ทันที 

สินเชื่อประเภทเช่าซื้อHire Purchase และประเภทลีสซิ่งLeasing มีลักษณะอย่างไร

สินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) 

มีลักษณะคล้ายๆกับการซื้อสินค้าเงินผ่อนแต่ต่างกันที่กรรมสิทธิ์การครอบครองในทรัพย์สินซึ่งมันยังไม่เป็นของเราจนกว่าจะชำระเงินครบกำหนดตามสัญญาตามที่ตกลงกันไว้ระหว่างผู้เช่าซื้อและผู้ให้เช่าโดยมีการแบ่งเงินชำระเป็นงวดๆตามจำนวนเงินและเวลาที่กำหนดไว้ โดยระหว่างผ่อนนั้นเราสามารถนำรถยนต์หรือทรัพย์สินมาใช้ได้ก่อนจนกว่าเราจะจ่ายเงินครบกำหนดสัญญาจึงจะโอนกรรมสิทธ์เป็นทรัพย์สินเป็นของเรานั่นเอง

สินเชื่อเช่าซื้อประเภท ลีสซิ่ง(Leasing)

มีลักษณะคล้ายๆกับสัญญาเช่าซื้อที่เราต้องชำระเงินเป็นงวดๆตามจำนวนเงินและระยะเวลาที่กำหนดสัญญาเช่าแต่ต่างกันที่เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า เราสามารถเลือกได้ว่าจะต้องต่อสัญญาเช่าหรือส่งคืนทรัพย์สินดังกล่าวไปยังผู้ให้เช่า นอกจากนี้สินเชื่อประเภทลีสซิ่งยังแบ่งออกเป็น2แบบ คือ สัญญาเช่าการเงิน (Financial Lease) และ สัญญาเช่าดำเนินงาน (Operating Lease)  โดยมีความแตกต่างในด้านของราคาทรัพย์สิน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน รวมถึงอายุสัญญา

แบบที่ 1 สัญญาเช่าซื้อ คิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่ (Flat rate)

คิดในอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat rate) โดยดอกเบี้ยจะถูก เมื่อคิดจากเงินต้นซึ่งคงที่ตลอดอายุสัญญา เช่น หากต้องการซื้อรถยนต์ในราคา 500,000 บาท ระยะเวลาผ่อนไม่เกิน 2 ปี (24 งวด) อัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี การคำนวณอัตราดอกเบี้ยจะมีวิธีการคิดดังนี้

  1. คำนวณดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งสิ้น

500,000 x 12% x 2 ปี = 120,000 บาท

  1. คำนวณเงินผ่อนต่องวด

500,000 + 120,000 ÷24= 25,834 บาทต่องวด

สรุปผู้เช่าซื้อต้องจ่ายเงินทั้งหมดเท่ากับ 500,000 + 120,000 = 620,000 บาท โดยผ่อนเดือนละ 25,834 บาท

แบบที่ 2 ลีสซิ่ง คิดดอกเบี้ยที่แท้จริงแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)

คิดดอกเบี้ยที่แท้จริงแบบลดต้นลดดอก หากผู้ให้เช่า กำหนดให้จ่ายเงินงวดเท่ากับ 23,537 บาทต่องวด สามารถคำนวณอัตราดอกเบี้ยด้วยวิธีการดังนี้

งวดที่ 1

  1. คำนวณดอกเบี้ยงวดที่ 1 = (500000 x 12%) ÷ 12 = 5,000 บาท

 

  1. คำนวณเงินต้นจ่ายงวดที่ 1

                                    = 23,537 - 5,000

                                    = 18,537 บาท

  1. คำนวณเงินต้นคงเหลือจากการจ่ายงวดที่ 1

                                    = 500,000 -18,537

                                    = 481,463 บาท (จะเป็นเงินต้นสำหรับคำนวณดอกเบี้ยในงวดที่ 2)

 งวดที่ 2

  1. คำนวณดอกเบี้ยงวดที่ 2 = (481,463 x 12%) ÷ 12

                                    = 4,815 บาท

  1. คำนวณเงินต้นจ่ายงวดที่ 2

                                    = 23,537 – 4,815

                                    = 18,722 บาท  

  1. คำนวณเงินต้นคงเหลือจากการจ่ายงวดที่ 1

                                    = 481,463  -18,722

                                    = 462,741 บาท จะเป็นเงินต้นสำหรับคำนวณดอกเบี้ยในงวดที่ 3

อัตราดอกเบี้ยแท้จริงแล้วแบบลดต้นลดดอกเบี้ยเมื่อชำระค่างวดไปแล้ว ดอกเบี้ยจะถูกลงและลดลงไปพร้อมกับเงินต้นที่ลดลงทุกงวด ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ ดอกเบี้ยจะคิดจากเงินต้นเริ่มแรกเพียงครั้งเดียวก่อนเฉลี่ยจ่ายในแต่ละงวด ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงแบบลดต้นลดดอกจะเสียดอกเบี้ยน้อยกว่าและดีกว่าจึงเป็นที่นิยมกันมากที่สุด