ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยลดความยุ่งยากและภาระในการเดินทางไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเหมือนแต่ก่อนแต่จะทำผ่านหน้าจอบนมือถือหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเราแบบง่ายๆโดยทำไม่กี่ขั้นตอนไม่กี่นาทีก็ยื่นภาษีเสร็จทันที ... อ่านเพิ่มเติม...



การวางแผนซื้อประกันสุขภาพเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและด้านการเงินในเวลาเดียวกัน หากเจ็บป่วยขึ้นมาหรือเป็นโรคร้ายแรง ก็อาจสูญเสียเงินก้อนโตที่ได้สะสมไว้ ดังนั้นการตัดสินใจเลือกซื้อประกันสุขภาพจึงเป็นทางเลือกที่สำคัญที่สุด ช่วยโอนความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นสิ่งที่คุณควรรู้

1.สำรวจและตรวจสอบสวัสดิการรักษาพยาบาลที่เรามีอยู่

สำรวจสวัสดิการต่างๆที่เรามีอยู่ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนว่า สวัสดิการของเราช่วยเรื่องใดบ้าง มีข้อจำกัดการคุ้มครองช่วยเหลือแค่ไหน ในการรักษา เช่น ค่าห้องผู้ป่วยของแต่ละโรงพยาบาลแต่ละคืนตีเป็นเงินเท่าไร และค่าใช้จ่ายในการรักษาโรครักษาอะไรได้บ้างและบางโรคประกันสุขภาพ ไม่จ่ายค่ารักษาให้ ซึ่งจะเป็นภาระที่เราต้องจ่ายเองแบบเต็มๆ เพราะอยู่นอกเงือนไขกรมธรรม์ เพื่อจะได้เลือกทำประกันสุขภาพกับบริษัทได้อย่างเหมาะสม

2.ประเมินค่าใช้จ่ายของตนเองและเบี้ยประกันจ่ายไหวไหม

เมื่อเลือกแผนประกันสุขภาพเหมาะสมดีที่สุดได้แล้ว ต้องคำนวณว่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนอยู่ในระดับที่เราจ่ายไหวไหว โดยคิดง่ายๆให้นำเบี้ยประกันแบบจ่ายรายเดือนกับเหมาจ่ายรายปีมาเปรียบกัน เพื่อดูว่าเบี้ยประกันแบบไหนที่เหมาะสมกับเราและไม่กระทบกับรายได้หลักของเรา

ทั้งนี่แล้วอัตราค่าดอกเบี้ยประกันสุขภาพอาจเปลี่ยนไปตามอายุ และอาชีพ ซึ่งจะเป็นตัวผันแปรที่สำคัญในการจ่ายเบี้ยประกันและความเสี่ยงทางด้านการเงินและสุขภาพ เช่น เด็กมีความเสี่ยงต่อโรคสูงกว่าวัยผู้ใหญ่และคนชรามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่ายกว่าวัยเด็กเช่นเดียวกัน

3.ประเมินความเสี่ยงของโรคที่อาจเกิดขึ้นได้และโรคกรรมพันธุ์

ความเสี่ยงต่อการเกิดโรค สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยและเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก ว่าจะเกิดโรคอะไรขึ้น หากดูแลสุขภาพไม่ดี เช่น นอนดึก ดื่มหนัก เที่ยวจัด กินอาหารไม่ตรงเวลา ก็จะเปิดโอกาสให้เกิดโรคได้หลายชนิดและจะเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรงที่จะตามมา

การทำประกันสุขภาพกับบริษัทใดๆและรูปแบบใดก็ตาม ต้องคำนึงถึงโรคกรรมพันธุ์ของครอบครัวเราด้วย ซึ่งเราก็มีความเสียงได้เท่าๆกันและหลีกเลี่ยงได้ยาก เช่นคนในครอบครัว เป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดัน และอีกหลายชนิดที่เป็นโรคติดต่อทางเชื่อสาย การเลือกทำประกันสุขภาพ ต้องครอบคลุมทั้งหมด ตั้งแต่ป่วยเล็กน้อยไปจนถึงป่วยร้ายแรง ถึงขั้น ทุพพลภาพแบบถาวร

4.วงเงินและการคุ้มครองของบริษัทประกันสุขภาพครอบคลุมแค่ไหน

การเจ็บป่วยและการเกิดอุบัติเหตุคือสิ่งที่คาดเดาได้ยาก อาจเกิดเจ็บป่วยเล็กน้อยหรือเกิดโรคร้ายแรงก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกคน การทำประกันสุขภาพต้องมีเงินเพียงพอต่อการรักษา และครอบคลุมทุกโรคจะอุ่นที่สุด ถึงแม้ว่าคุณจะมีประกันสุขภาพแบบอื่นแล้วก็ตาม ก็อาจไม่ครอบคลุมวงเงินค่ารักษาบางโรคเช่น ค่ารักษาทั้งหมดของคุณ 150,000 บาทแต่ประกันสุขภาพจ่ายให้คุณเพียง 50,000บาท ส่วนต่างที่เหลือคุณต้องจ่ายเอง100,000บาทซึ่งการทำประกันสุขภาพแบบนี้จะไม่เป็นผลดีในระยะยาว

5.โรงพยาบาลที่เรารักษาได้มอบความคุ้มครองได้ทั่วโลกไหม

การรักษาพยาบาลภายใต้ประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะกำหนดเครือข่ายโรงพยาบาลมาให้ก่อนแล้ว ซึ่งในบางครั้งการเจ็บป่วยของเราอาจไม่ได้อยู่ในละแวกพื้นที่ความรับผิดชอบของบริษัทประกันที่กำหนดไว้ ฉนั้นคุณต้องเลือกทำประกันสุขภาพที่ให้คุณทำการรักษาที่โรงพยาบาลได้หลากหลาย ครอบคลุมความเสี่ยงทุกพื้นที่

หากคุณมีแผนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ หรือท่องเที่ยว ก็ต้องทำประกันสุขภาพให้ครอบคลุมด้วยเช่นกัน เพราะการขอวีซ่าบางประเทศมีข้อกำหนดบังคับให้ทำประกันสุขภาพ และการเจ็บป่วยในแต่ละครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลไม่เท่ากันเช่น ค่าห้องรักษา และการผ่าตัด ตลอดจนระยะเวลาในการพักฟื้นจนออกจากโรงพยาบาล แม้กระทั้งการรักษาตัวในคลินิก คุณก็ต้องเลือกประกันสุขภาพให้ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยภายใน (IPD) และผู้ป่วยภายนอก (OPD)ให้คลอบคลุมทั้งสองแบบ

6.ทำประกันสุขภาพเลือกแบบช่วยในการลดหย่อนภาษี

ประกันสุขภาพนอกจากจะคุ้มครองสุขภาพของคุณเเล้ว ยังได้รับสิทธิประโยชน์เรื่องการลดหย่อนภาษีด้วย โดยประกันสุขภาพที่มีสิทธิลดหย่อนภาษีต้องเข้าเกณฑ์ดังนี้ประกันสุขภาพที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากการเจ็บป่วยเเละบาดเจ็บ เช่น การทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะประกันภัยโรคร้ายเเรง ประกันภัยการดูเเลระยะยาว สำหรับประกันสุขภาพนั้น สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี แต่เมื่อรวมเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท โดยประกันสุขภาพที่นำมาลดหย่อนได้ มีดังนี้