อารมณ์เครียด ความรู้สึกไม่พอใจ จะเกิดความทุกข์ รวมไปถึงการขาดสมาธิในการทำงาน ล้วนเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงได้ยากสำหรับคนทำงานบ่อยครั้งที่เจอปัญหา มักจับต้นชนปลายไม่ถูก ว่าปัญหาอยู่ที่อะไร หากเรามีสติแต่สมาธิฝึกไว้ยังไม่พอ

ความคิด ว้าวุ้นจนฟุ้งซ่าน เกิดจากอะไร

ความทุกข์และความสุขมักอยู่ด้วยกันไม่จากกันไปไหน ทุกข์อยู่ที่ใจสุขอยู่ที่ใจ ปัญหาเล็กใหญ่อยู่ที่ใจ ให้ใช้ธรรมะเหมือนน้ำดับไฟน้ำดับไฟ ดับที่ใจอย่าปล่อยให้ใจเหมือนไฟได้เชื้อ ความคิดฟุ้งซ่านจิตว้าวุ่นของคน หากสืบค้นดีๆพบว่าปัญหาทั้งหลายมาจากต้นตอเดียวกัน คือความไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองทำหรือคนอื่นทำ ไม่พอใจในสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่ยอมรับความเป็นจริง ต้องการอยากให้เขาเป็นอย่างที่ใจเรา เอาแต่ใจตัวเอง ฉะนั้นเปลี่ยนใจใครไม่ได้ ให้เปลี่ยนที่ใจตัวเราเองก่อน

เมื่อเกิดสติเกิดสมาธิมีผลอย่างต่อร่างกายและจิตใจของเรา

1.สามารถควบคุมการทำงานของร่างกายทุกสัดส่วนได้ดีขึ้นเห็นผลได้ชัด

2.ส่วนต่างๆของสมองสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.ควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้นและแสดงออกอย่างระมัดระวัง

4.เรียนรู้ตนเองและพัฒนาความสามารถได้ดีขึ้นและแสดงออกอย่างระมัดระวังและมองโลกในแง่ดีดำเนินชีวิตผิดพลาดน้อยลง

5.ควบคุมความกลัวเกิดความกล้าและมีคุณธรรมมีเมตตาต่อตนเองและคนอื่น

การพัฒนาจิตด้วยการฝึกสติให้ได้ก่อน จนเกิดสมาธิหากฝึกอย่างสม่ำเสมอผลลัพธ์ที่ได้คือ เกิดปัญญา ช่วยให้สมองส่วนหน้าพัฒนาดีขึ้น ความจำดีมากขึ้น สามารถรักษาโรคทางร่างกายและโรคทางใจอันเกิดจากความบกพร่องของร่างกายดีขึ้นอย่างแน่นอน

เรียนรู้วิธีการเกิดสมาธิฝึกได้ง่ายๆ3ขั้นตอนดังนี้

ฝึกหยุดความคิดด้วยการตามลมหายใจ

ฝึกรับรู้ลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูกคล้ายๆกับเราเอาหลังมือรองลมหายใจ แต่ปลายจมูกจะมีประสาทรับรู้ความรู้สึกน้อยกว่าและเบากว่ามาก จะรับรู้ได้จึงต้องหยุดความคิดให้หมด โดยขั้นตอนฝึกให้หลับตาแล้วสูดลมหายใจเข้าออกสัก 4-5 ครั้ง มุ่งความสนใจโดยรับรู้ลมหายใจข้างที่ชัดกว่าเพียงข้างเดียวโดยการหายใจตามปกติ

ฝึกหัดขจัดความคิดที่สอดแทรกเข้ามาในใจเพื่อให้จิตสงบ

คนเรานั้นมีสิ่งสะสมอยู่ในจิตสำนึกมากมาย เรื่องในอดีตที่ยากจะลืมแต่จดจำได้ดีไปจนวันตาย แต่บางเรื่องลืมได้ง่ายซึ่งเป็นเรื่องมีทุกข์และสุขอยู่ด้วยกัน เมื่อสะสมมากทุกข์มาก การฝึกสมาธิก็อาจจะยากที่สุดแต่ถ้าฝึกได้ตามนี้ จิตเราจะมั่นคงไม่เขวเขวง่ายๆหนทางแห่งการพ้นทุกข์คือการตั้งจิตภาวนาให้ใจสงบ

ฝึกขจัดความคิดที่แทรกเข้ามาในใจ

คือปัญหาหลักเหมือนหินก้อนใหญ่ที่เราต้องผ่านไปให้ได้ จิตสับสน เกิดการฟุ้งซ่าน การฝึกดูลมหายใจก็หยุดชั่วคราวไม่ต่อเนื่อง ซึ่งสามารถแก้ไขได้ โดยให้สูตลมหายใจยาวๆสัก2ครั้งแล้วเฝ้าดูลมหายใจเหมือนเดิมให้ได้สัก3-4นาที ความคิดฟุ้งซ่านที่ผุดขึ้นจะเริ่มลดลง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในช่วงเริ่มแรกการฝึก แต่สิ่งที่ควรทำที่สุด คือ การที่เราไม่คิดอะไรเลย ไม่คิดตามจากสิ่งที่เกิด ฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆความคิดฟุ้งซ่านเหล่านี้จะเกิดความเบาบางรู้ลมหายใจต่อเนื่องมากที่สุด

ฝึกกำจัดความง่วงจนจิตสงบและผ่อนคลาย

สมาธิจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องเรียนรู้ การขจัดความง่วงเมื่อยล้าทางร่างกาย ในระหว่างการฝึก ก็จะฝึกไม่ได้นาน เกิดการเบื่อที่จะฝึกอย่างต่อเนื่อง การฝึกสมาธิไม่ได้ฝึกหนเดียวหรือวันเดียวแล้วจะดีโดยไม่ฝึกต่อ ซึ่งจะต้องฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอ 8-10นาทีทุกวัน ทำตามขั้นตอนที่กล่าวถึงทั้งหมด หากเกิดอาการเมื่อยล้า เครียด ง่วงนอน ให้ยืดตัวตรงในขณะนั่ง สูดลมหายใจเข้าออกยาวๆสัก 4-5ครั้ง แล้วกลับไปสู่การรับรู้ทางลมหายใจทันที

การฝึกสมาธิแบบรับรู้ด้วยทางลมหายใจ

เป็นหนึ่งแนวทางการฝึกสมาธิ โดยการใช้ลมหายใจของเราเป็นตัวก่อสติขึ้นมาก่อน เพื่อบังคับให้จิตใจมุ่งไปการเฝ้ามองดูลมหายใจเข้าออก เพื่อให้เกิดสมาธิต่อเนื่อง โดยหยุดความคิดที่เกิดขึ้น ดับความฟุ้งซ่าน หากผู้ฝึกทำเป็นประจำทุกวันมิได้ขาด สมาธิจะอยู่กับตัวเรามีผลเปลี่ยนแปลงต่อร่างกายและจิตใจทางด้านที่ดีขึ้น การใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน จะผิดพลาดน้อย และใจจะเป็นสุขมากขึ้น มันทำให้รู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ อะไรจะเป็นสุขก็คือใจเรา รู้เท่าทันปัญหา คิดให้ดีก่อนทำ แล้วทำปัจจุบันให้ดีพอ

Sponsored Ads